ปัจจุบันผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้นและเริ่มหันมาสนใจอาหารจากธรรมชาติหลากหลายชนิดตลอดจนหันมาใช้ระบบโภชนาการบำบัด และคำที่เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มของนักโภชนาการคือ อาหารฟังก์ชั่น (Functional Foods) หมายถึง อาหารที่มนุษย์บริโภคเข้าไปแล้วให้คุณประโยชน์หรือคุณสมบัติอื่นๆ
ต่อสุขภาพนอกเหนือจากคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐาน คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน
และเกลือแร่
เป้าหมายที่สำคัญของอาหารฟังก์ชั่น มักเน้นในเรื่องหน้าที่ของระบบทางเดินอาหาร โดยจะไปควบคุม
ให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้เป็นปกติ ทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ ของลำไส้สมบูรณ์ รวมทั้งทำหน้าที่ทั้งดูดซึมและ
ซ่อมแซมการสึกหรออย่างเหมาะสม


ทำให้การขับถ่ายเป็นไปตามปกติ และช่วยให้จุลชีพต่างๆ ในลำไส้อยู่อย่างปกติ ทำให้ร่างกาย
ได้รับสารอาหารเต็มที่ และมีภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ อาหารที่จัดเป็นอาหารฟังก์ชั่นมีมากมาย
หลายประเภท เช่น โปรไบโอติก พรีไบโอติก ธัญพืช ใยอาหาร เป็นต้น

ใยอาหารคือสารที่พบในอาหารโดย
เฉพาะอย่างยิ่งใยอาหารในพืชผัก
เกือบทุกชนิดถูกจัดเป็นคาร์โบไฮ-
เดรตที่มิใช่แป้ง (Non-Starch
Carbohydrates) เอ็นไซม์ในทาง
เดินอาหารของมนุษย์ไม่สามารถ
ย่อยได้ อาจจะมีแบคทีเรียบางชนิด
ในทางเดินอาหารส่วนล่างสามารถ
ย่อยใยอาหารบางชนิดได้
นักวิทยาศาสตร์จึงได้แบ่งใยอาหาร
ออกตามคุณสมบัติทางกายภาพ
เป็น 2 กลุ่มใหญ่ดังนี้
 
คือ ใยอาหารส่วนที่ไม่ละลายน้ำ
แต่จะเกิดการพองตัวในน้ำลักษณะ
คล้ายฟองน้ำ ทำให้มีการเพิ่ม
ปริมาตรของกระเพาะอาหารจึง
ทำให้รู้สึกอิ่มและเพิ่มปริมาตรของอุจจาระ ช่วยเร่งให้อาหารผ่านไปตามทางเดินอาหารได้เร็วขึ้น และช่วยเพิ่มมวลของอุจจาระทำให้ช่วงเวลาที่กากอาหารค้างอยู่ในทางเดินอาหารสั้นลง (ขับถ่ายเร็วขึ้น) จะส่งผลทำให้รู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ ลดปัญหาท้องผูกได้ เช่น เซลลูโลส
เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน พบบนผนังเซลล์ของพืช ใยอาหารประเภทนี้พบได้มากในรำข้าว รวมทั้งในผักและผลไม้
คือ เส้นใยอาหารส่วนที่มีคุณสมบัติ
ในการละลายน้ำได้และสามารถดูดซับ สารที่ละลายในน้ำไว้กับตัว เช่น
เพคติน (Pectin) กัม (Gums) มิวซิเลจ (Mucilage) พบมากในพืชจำพวก ถั่ว รำข้าวโอ๊ต ผักและผลไม้ เป็นสารที่ละลายในน้ำที่ร่างกายย่อยไม่ได้ พบได้ภายในเซลล์พืช มีส่วนทำให้อาหารผ่านไปในทางเดินอาหารช้าลง
นอกจากนี้ ใยอาหารหลายตัวยังช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลและการดูดซึมเกลือน้ำดี
ใยอาหารทั้ง 2 กลุ่มนี้มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก แต่จะเน้นหนักไปทางใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำ
(Soluble Fiber) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกที่เด่นชัดกว่า
ก่อนที่เราจะรู้จักกับพรีไบโอติก เราควรทำความรู้จักกับโปรไบโอติกก่อน เนื่องจากมีความเกี่ยวข้อง
และ ทำงานสัมพันธ์กัน
หมายถึง กลุ่มของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ ซึ่งพบได้ในบริเวณ
ลำไส้ที่เรียกว่า Gastrointestinal (GI) Tract จุลินทรีย์ที่เป็นโปรไบโอติกส่วนใหญ่ ได้แก่ แบคทีเรียหลายสายพันธุ์ เช่น แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) เมื่อมนุษย์บริโภคเข้าไปแล้วจะเป็นตัวช่วยควบคุม เชื้อจุลินทรีย์ที่ร่างกายไม่ต้องการให้อยู่ในปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดโรคหรือก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ให้แก่ร่างกาย เชื้อจุลินทรีย์
โปรไบโอติกส่วนใหญ่ได้รับจากการบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของโปรไบโอติก เช่น ผลิตภัณฑ์นมหมักชนิดต่างๆ แหนมสด เป็นต้น
หมายถึง ส่วนประกอบของอาหารที่ไม่ถูกย่อยโดย
เอ็นไซม์ในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์และสัตว์
ดังนั้น สารอาหารกลุ่มนี้จึงผ่านระบบทางเดินอาหารไปสู่บริเวณลำไส้ใหญ่ในสภาพที่สมบูรณ์ และกลายเป็นอาหารของจุลินทรีย์กลุ่มที่เป็นโปรไบโอติก เช่น บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) และ
แลคติค แอซิด แบคทีเรีย (Lactic Acid Bacteria)จากการย่อยสารอาหารกลุ่มนี้จะได้สารบางชนิดที่เป็นประโยชน์ ซึ่งร่างกายนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้หลายชนิด (Gibson and Roberfroid, 1995) เช่น กรดไขมันสายสั้น (Short Chain Fatty Acid) และผลจากการย่อยยังทำให้ค่าความเป็นกรดด่างใน
ลำไส้ลดลงยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิด

 

มนุษย์ควรได้รับเป็นประจำจากอาหารที่บริโภค ได้แก่ ใยอาหาร (Dietary Fiber) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มของคาร์โบไฮเดครตที่ได้จากพืชเป็นส่วนประกอบที่ไม่ถูกย่อยโดยลำไส้ของมนุษย์ อย่างสารอาหารในกลุ่มนี้ได้แก่ อินูลิน (Inulin) กัวร์กัม (Guar Gum) รีซิสแทนท์
มอลโทเด็กซ์ทริน (Resistant Maltodettrin) เป็นต้น

ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์รวมถึงบุคคลทั่วไป เข้าใจความสำคัญของใยอาหารมากขึ้นกว่าในอดีต ทั้งยังมีการกำหนดปริมาณที่ควรบริโภคต่อวันไว้อีกด้วย ในปี 2002 คณะกรรมการอาหารและโภชนาการของ The National Academy of Sciences Research Council ได้ออก
ข้อกำหนด Dietary Reference Intakes (DRI) สำหรับใยอาหาร ซึ่งแต่เดิมไม่เคยมีการ
กำหนดเป็นมาตรฐานแห่งชาติมาก่อน ค่าที่กำหนดขึ้นนี้หมายถึงปริมาณที่แนะนำให้บริโภค โดยกำหนดขึ้นจากรายงานต่างๆ ทางโภชนาการที่มีอยู่มากมายในระยะหลัง โดยกำหนดให้บริโภคใยอาหารตั้งแต่ 19 - 38 กรัมต่อวัน ขึ้นกับอายุและเพศ ซึ่งปรากฏว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่บริโภคใยอาหารโดยเฉลี่ยเพียง 14 กรัมต่อวันเท่านั้น สำหรับคนไทยก็บริโภคใยอาหารน้อยกว่าที่แนะนำเช่นเดียวกัน

อินูลินพบได้มากในรากพืชบางชนิด เช่น
เบอร์ดอค (Burdock) แดนดิไลออน (Dandelion) เอเลแคมเพน(Elecampane)
ชิโครี (Chicory) เป็นต้น โดยเฉพาะส่วนของรากของชิโครีนิยมนำมาใช้เป็นแหล่งของ
อินูลินมากที่สุด

อินูลินมีรสชาติออกหวาน มีลักษณะเหมือนแป้ง แต่เนื่องจากถูกย่อยและดูดซึมในลำไส้เล็กไม่ได้ จึงไม่ส่งผลต่อการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด แม้ชื่อของมันจะคล้ายกับอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาลในเลือดก็ตามอินูลินละลายได้ในน้ำร้อน แต่ละลายได้ต่ำในน้ำเย็นและแอลกอฮอล์ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อแบคทีเรียในทางเดินอาหารแล้ว ยังมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับใยอาหารชนิดละลายน้ำได้อื่นๆ นั่นคือช่วยลดการดูดซึมกลูโคสและไขมัน เช่น คอเลสเตอรอล

รายงานวิจัยออกมายืนยันว่า อินูลินเป็นสารอาหารที่ดีที่สุดซึ่งทำให้แบคทีเรียกลุ่ม Lactobacilli ในทางเดินอาหารเจริญเติบโต ส่งผลให้สมดุลของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพทางเดินอาหารดีขึ้น โดยพบว่าการให้อินูลินในอาหาร 15 กรัมต่อวันนาน 2 สัปดาห์ช่วยให้ Lactobacillus Bifidobacteria เพิ่มขึ้นได้ 10% นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณแบคทีเรียแกรมบวกที่ก่อโรคได้

Bifidobacteria ช่วยย่อยอินูลินได้ เป็นกรดไขมันห่วงโซ่สั้นหลายชนิด เช่น อะเซติก โปรปิโอนิค และบิวไทริค ซึ่งสองตัวแรกเป็นประโยชน์ต่อตับ ขณะที่ตัวหลังมีคุณสมบัติในการยับยั้งมะเร็งในทางเดินอาหารได้ รายงานวิจัยระยะหลังหลายชิ้นให้ข้อมูลสนับสนุน ว่าอินูลินช่วยยับยั้งการก่อมะเร็งในทางเดินอาหารได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานได้ด้วย

กัวร์กัมเป็นใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำได้ ชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติที่ดีในการลดปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือด จากการศึกษาของ Vuolinen-Markkola และคณะ รายงานในปี 1992 พบว่า การให้กัวร์กัมในปริมาณ 5 กรัม 4 ครั้ง ต่อวัน นาน 6 สัปดาห์สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ นอกจากนี้ยังช่วยลด ระดับแอลดีแอลโคเลสเตอรอล ( LDL) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดที่ก่อปัญหาลงได้ 20% สัดส่วนของ
แอลดีแอลโคเลสเตอรอลต่อ
เอชดีแอลโคเลสเตอรอล (HDL) ลดลง 28% บ่งชี้ว่าความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลินโดยช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือดได้


Takahashi และคณะรายงานในปี 1994 ว่า กัวร์กัมที่ให้แก่สตรีที่มีปัญหาท้องผูกเรื้อรังจำนวน 15 คน ในปริมาณ 11 กรัมต่อครั้ง วันละ 2 ครั้ง นาน 3 สัปดาห์ ปรากฏว่าการขับถ่ายมีมากขึ้น มวลอุจจาระมีความชื้นสูงขึ้น ทั้งมีแบคทีเรียชนิดที่เป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นในอุจจาระ แสดงให้เห็นว่า
กัวร์กัมช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ดี

 

มอลโทเด็กซ์ทรินเป็นแป้งชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถถูกย่อยได้ด้วยเอ็นไซม์ จึงมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับใยอาหาร
ซึ่งมอลโทเด็กซ์ทรินชนิดนี้จัดเป็น
ใยอาหารที่ละลายน้ำชนิดหนึ่ง จากการ
ศึกษาในหนูทดลองของ Kishimoto
และคณะ รายงานในปี 2007 ได้ผลว่า
รีซิสแทนท์ มอลโทเด็กซ์ทริน เมื่อกิน
พร้อมกับอาหารไขมันสูง สามารถยับยั้ง
การดูดซึมไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ส่งผลให้ภาวะไตรกลีเซอไรด์หลังการกิน
อาหารไม่สูงขึ้นมากนัก ประโยชน์ด้านนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
และหลอดเลือดในประชากรบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

 

  1. เสริมสุขภาพของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบสามารถทำงานได้เป็นปกติ
  2. ใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและไขมันส่งผลให้ระดับ
    น้ำตาลและไขมันโดยเฉพาะอย่างยิ่งโคเลสเตอรอลในเลือดอยู่ในระดับปกติ
    หรือไม่สูงมากเกินไป
  3. ใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำบางชนิดทำหน้าที่พรีไบโอติก ช่วยกระตุ้นการทำงานของ
    ภูมิต้านทานในร่างกาย