รู้หรือไม่ ? คนไทยถึง 90% เสี่ยงเป็น โรคกระดูกพรุน โดยที่ไม่รู้ตัว และผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย


osteoporosis_detail1.jpg

โดยแต่ละคนต้องเสียค่ารักษาเฉลี่ยปีละถึง 3 แสนบาท ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการขาดแคลเซียม

ทำไมร่างกายเราถึงขาดแคลเซียม ?

เพราะร่างกายเราดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลงเรื่อยๆ ตามวัย และมักได้รับจากอาหารไม่เพียงพอ

osteoporosis_detail2.jpg

โดยร่างกายเราต้องการแคลเซียมประมาณวันละ 800-1,000 มิลลิกรัม แต่คนไทยรับประทานแคลเซียมโดยเฉลี่ยเพียงวันละ 361 มิลลิกรัม เป็นสาเหตุให้ร่างกายขาดแคลเซียม เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน

บอกลากระดูกพรุนด้วยคุณประโยชน์จาก 6 สารอาหาร

osteoporosis_detail3.jpg


แคลเซียม


  • ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง กล้ามเนื้อและระบบประสาททำงานอย่างเป็นปกติ
  • กระตุ้นการแข็งตัวของเลือดหลังการบาดเจ็บ
  • ควบคุมการทำงานของเอนไซม์และการเต้นของหัวใจ รวมทั้งช่วยในการนอนหลับ
  • คนแต่ละวัยต้องการปริมาณแคลเซียมในแต่ละวันไม่เท่ากัน โดยทั่วไปคือประมาณ 800 - 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

แมกนีเซียม


  • ผู้ช่วยสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อให้เคลื่อนไหวไม่ติดขัด
  • ลดอาการเกิดตะคริว และควบคุมการขนส่งและการดูดซึมแคลเซียมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์
  • มีส่วนร่วมในการสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน
  • ควรบริโภคแมกนีเซียม 400 - 450 มิลลิกรัมต่อวัน
  • สัดส่วนการเสริมแคลเซียมต่อแมกนีเซียมที่เหมาะสมสำหรับการสร้างกระดูกและฟันที่นิยมคือ 2:1


วิตามินดี


  • ช่วยเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียมในกระเพาะอาหาร
  • รักษาระดับความเข้มข้นของแคลเซียมและฟอสเฟตในเลือด เพื่อให้การสะสมแร่ธาตุของกระดูกเป็นไปตามปกติ
  • ควรได้รับวิตามินดีประมาณวันละ 400 หน่วยสากล จากอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร


ทองแดง


  • สร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก
  • ช่วยยับยั้งการสลายกระดูกโดยยับยั้งการทำงานของ Osteoclast จึงเหมาะกับผู้สูงวัยที่อัตราการสลายของกระดูกเพิ่มสูงขึ้น
  • ร่างกายต้องการในปริมาณเพียง 2-5 มิลลิกรัมต่อวัน


สังกะสี


  • ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และช่วยให้สุขภาพผิวหนังเป็นปกติ
  • ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของกระดูก
  • ช่วยยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน Calcitonin จากต่อมไทรอยด์ โดยจะยับยั้งการสลายเกลือแร่ที่กระดูก
  • ปกติร่างกายต้องการสังกะสี 6 - 22 มิลลิกรัมต่อวัน


แมงกานีส


  • จำเป็นต่อพัฒนาการของเนื้อเยื่อกระดูกและข้อต่อ
  • ทำงานเป็นโคแฟกเตอร์ของเอนไซม์บางชนิดต่อการสร้างเนื้อกระดูก
  • ร่างกายต้องการแมงกานีสในปริมาณ 3 - 4 มิลลิกรัมต่อวัน

แคลเซียมเหมือนกัน ที่ไม่เหมือนกัน

แคลเซียมมีหลายชนิด แต่ทำไมผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมส่วนใหญ่ ถึงเลือกใช้ แคลเซียมคาร์บอเนต?


ให้ปริมาณแคลเซียมสูงถึง 40% ถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับชนิดอื่น

osteoporosis_detail4.jpg

ให้แคลเซียมสูง จึงไม่ต้องใช้วัตถุดิบในปริมาณมาก ทำให้เม็ดผลิตภัณฑ์มีขนาดเล็กกลืนง่าย
osteoporosis_detail5.jpg

สกัดได้จากวัตถุดิบธรรมชาติ จึงมีความปลอดภัยสูง
osteoporosis_detail6.jpg

คุ้มค่า คุ้มราคากว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเกลือแคลเซียมชนิดอื่น

osteoporosis_detail7.jpg

อาจจะมีข้อจำกัดที่ต้องอาศัยกรดในการละลาย แต่แก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการรับประทานพร้อมอาหาร

นอกจาคุณประโยชน์แล้วแหล่งที่มาก็สำคัญ

ผลิตภัณฑ์แคลเซียมในท้องตลาดส่วนใหญ่ มักเป็นแคลเซียมสังเคราะห์ หากอยากได้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ ควรใส่ใจที่มาของวัตถุดิบด้วย

osteoporosis_detail8.jpg


แคลเซียม

ตามธรรมชาติมักอยู่ในรูปแคลเซียมคาร์บอเนต ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักจะสกัดแคลเซียมคาร์บอเนตจากแร่ธาตุในดินหรือหินปูน รวมถึงได้จากเปลือกหอยนางรม เป็นต้น


แมกนีเซียม

วัตถุดิบตามธรรมชาติที่ให้แร่ธาตุแมกนีเซียม คือ น้ำทะเล และหินปูน ซึ่งถูกนำมาสกัดได้เป็นแมกนีเซียมออกไซด์ ซึ่งนิยมนำมาใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อให้แร่ธาตุแมกนีเซียม


วิตามินดี

ถึงแม้ร่างกายมนุษย์จะสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้เมื่อได้รับแสงแดด แต่ด้วยพฤติกรรมหลีกเลี่ยงแสงอาทิตย์ของคนปัจจุบัน พบว่าอุบัติการณ์ขาดวิตามินดีของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ วิตามินดีจากแหล่งธรรมชาติอื่นจึงถูกนำมาทดแทน เช่น วิตามินดีที่ได้จากไขที่สกัดจากขนแกะ


อัลฟัลฟา

ช่วยขจัดสารตกค้างในร่างกาย ต่อต้านการอักเสบในผู้ที่มีอาการปวดข้อต่อและปวดกระดูก อัลฟัลฟาเป็นพืชตระกูลถั่ว พืชชนิดนี้นอกจากจะมีแคลเซียมและแมกนีเซียมในปริมาณไม่น้อยแล้ว ยังมีไฟโตนิวเทรียนท์หลายชนิด เช่น ไอโซฟลาโวน คูเมสแทน และลิกแนน ในปริมาณสูง


เลือกแคลเซียมจากแหล่งดีๆ ให้ร่างกายได้สะสมไว้ใช้ บอกลากระดูกพรุนได้เลย